measure

รู้ไว้ใช่ว่า… เกี่ยวกับเรื่องความอ้วน

เซลล์ไขมัน

ขอเริ่มที่ ‘เซลล์ไขมัน‘ ชื่อที่ฟังแล้วแสนจะแสลงหู ก่อน คุณทราบหรือไม่ว่า ในร่างกายของคนปกติทั่วไป จะมีเซลล์ไขมันอยู่ราว 40 พันล้านเซลล์ จำนวนเซลล์ที่มากขนาดนี้ไม่ได้มีมาแต่แรกเกิดหรอกนะคะ ร่างกายมาทยอยสร้างเอาภายหลัง ว่ากันว่าในชั่วชีวิตหนึ่งของคนเรา เซลล์ไขมันจะมีการเพิ่มจำนวนตามช่วงวัยดังนี้ วัยทารก วัยเด็ก และช่วงย่างเข้าวัยรุ่น พอถึงวัยผู้ใหญ่ก็จะมีจำนวนคงที่ไปตลอดชั่วชีวิต โดยเซลล์เก่าที่ตายไปบางส่วน (ประมาณ 10%) จะมีเซลล์ไขมันใหม่ถูกสร้างขึ้นมาทดแทนค่ะ

ลักษณะของเซลล์ไขมันนั้น จะเหมือนเป็นเซลล์ว่างเปล่าค่ะ เพราะว่าในแต่ละเซลล์บรรจุไขมันไว้จนกินเนื้อที่เกือบทั้งหมด แถมยังมีคุณสมบัติที่สาวๆ ฟังแล้วต้องไม่ปลื้มแน่ๆ นั่นก็คือ มันสามารถขยายขนาดเพื่อรองรับปริมาณไขมันได้มากถึง 6 เท่าตัวเลยทีเดียว ดังนั้น ถ้าคุณกินอาหารจนล้นเกิน ร่างกายก็จะเก็บพลังงานส่วนเกินนี้ไว้ในเซลล์ไขมัน ทำให้เซลล์ไขมันขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ จนคุณกลายเป็นคนอ้วนได้ยังไงล่ะคะ

นอกจากคุณสมบัติยืดได้ ขยายได้ดังกล่าว เซลล์ไขมันยังสามารถแบ่งเซลล์เพิ่มจนเกินจำนวนที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติได้ ด้วย อย่างในกรณีร่างกายได้รับพลังงานล้นเกินมากๆ ในช่วงที่เซลล์ไขมันกำลังเพิ่มขึ้นตามวัย (เช่น ในช่วงวัยเด็ก) ไม่เพียงเซลล์ไขมันจะขยายขนาด เพื่อรองรับไขมันส่วนเกิน ขณะเดียวกันก็จะแบ่งเซลล์เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับไขมันให้ได้มาก ขึ้นด้วย บางตำราก็ว่าเพิ่มได้กว่าสองเท่าตัวเลยทีเดียว (เพิ่มได้ถึง 100 พันล้านเซลล์)

แถมเซลล์ไขมันเหล่านี้ยังเข้าข่ายทนทายาด นั่นก็คือลองมันได้เพิ่มจำนวนแล้วก็ยากที่จะลดจำนวนลงได้ง่ายๆ เด็กที่เคยอ้วนมาก่อนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ (ถึงจะไม่อ้วนแล้วก็ตาม) จึงมีจำนวนเซลล์ไขมันในร่างกายสูงกว่าผู้ใหญ่ทั่วไปมาก นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กอ้วนถึงมีแนวโน้มเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนได้ง่ายในอนาคต

ไม่เพียงแต่จะเป็นคนอ้วนง่ายเมื่อโตขึ้นเท่านั้น ผู้ใหญ่ที่เคยอ้วนในวัยเด็กแล้วมาอ้วนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ การจะลดความอ้วนจะทำได้ยากมากๆ ค่ะ เพราะจำนวนเซลล์ไขมันมีมากและยังมีขนาดใหญ่ เจอสองเด้งอย่างนี้ก็เตรียมทำใจไว้เลยค่ะว่าต้องใช้ความพยายามในการรีด น้ำหนักมากกว่าคนอื่น คนอื่นที่ว่านี้หมายถึง คนที่มาอ้วนภายหลังจากโตเป็นผู้ใหญ่แล้วค่ะ เพราะคนกลุ่มนี้จะมีจำนวนเซลล์ไขมันในร่างกายไม่ต่างจากคนปกติคือประมาณ 40 พันล้านเซลล์ ถ้าจะมีเพิ่มก็เพิ่มไม่มากนัก ที่อ้วนเป็นเพราะเซลล์ไขมันขยายขนาดใหญ่ขึ้น อย่างนี้นี่ลดไม่ยากเท่าไหร่ แค่ทำให้เซลล์ไขมันมีขนาดเล็กลงก็ผอมได้

เซลล์กล้ามเนื้อ

ทีนี้มาดูเรื่องของ ‘เซลล์กล้ามเนื้อ‘ บ้าง คงสงสัยกันล่ะสิว่า เซลล์กล้ามเนื้อเกี่ยวข้องกับการ ลดความอ้วนยังไง

เกี่ยวแน่นอนค่ะ เพราะเซลล์กล้ามเนื้อเป็นเซลล์ที่ต้องการพลังงานมากและต้องใช้พลังงานตลอด เวลา ไม่เว้นแม้แต่เวลานั่งหรือเวลานอน หากเทียบกับเซลล์ไขมันแล้ว เซลล์กล้ามเนื้อใช้พลังงานมากกว่าเซลล์ไขมันประมาณ 25-30 เท่าเลยทีเดียว เซลล์กล้ามเนื้อจึงเปรียบเหมือน ‘เตาเผาพลังงาน’ ของร่างกายดีๆ นี่เอง ฉะนั้น ยิ่งคุณมีมวลกล้ามเนื้อในร่างกายมาก การเผาผลาญพลังงานก็จะยิ่งมากตามไปด้วย จึงเป็นผลดีต่อการรีดพลังงานหรือไขมันส่วนเกินในร่างกายยังไงล่ะคะ

แต่คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้ถึงข้อดีของมวลกล้ามเนื้อในจุดนี้ แถมยังลดน้ำหนักด้วยวิธีผิดๆ อย่าง ‘การอดอาหาร‘ แบบเร่งด่วนเพื่อให้น้ำหนักลดลงเร็วๆ วิธีนี้จะเป็นการช็อคร่างกายทำให้ร่างกายพยายามเซฟพลังงานเอาไว้ให้มากที่ สุดเพื่อไม่ให้อดตาย โดยพยายามลดเซลล์ที่ต้องการพลังงานมากๆ ซึ่งก็คือเซลล์กล้ามเนื้อลง และถ้าคุณยังคงอดอาหารต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ร่างกายก็จะดึงเอากล้ามเนื้อออกมา เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานด้วย ทำให้มวลกล้ามเนื้อค่อยๆ สลายและลดจำนวนลง

การที่มวลกล้ามเนื้อลดลง พอคุณเลิกอดอาหารกลับมากินเหมือนเดิม พลังงานที่กินเข้าไปแม้จะไม่มากนัก ก็ยังเป็นส่วนเกินอยู่ดี เพราะร่างกายขาดเตาเผาพลังงานชั้นดีไปเยอะ พลังงานส่วนเกินก็จะถูกดึงไปสะสมที่เซลล์ไขมัน และอย่างที่บอกไปว่าเซลล์ไขมันเก็บไขมันได้ไม่จำกัด คราวนี้คุณก็จะกลับมาอ้วนเหมือนเดิม แถมยังจะเจอ โย-โย่ เอฟเฟ็กต์ จนอ้วนกว่าเก่าเสียอีก

เห็นความสำคัญของมวลกล้ามเนื้ออย่างนี้แล้ว ใครคิดจะลดความอ้วนก็อย่าเลือกวิธีที่ทำให้มวลกล้ามเนื้อลดลงอย่างการอด อาหารนะคะ วิธีง่ายๆ ที่จะคงมวลกล้ามเนื้อไว้ได้ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ก็อย่างที่เราเคยแนะนำไปในฉบับก่อนๆ นั่นคือ การควบคุมอาหารควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ซึ่งไม่เพียงช่วยคงมวลกล้ามเนื้อเอาไว้ยังอาจช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ด้วย ถือเป็นกำไรสองเด้งไปค่ะ

อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ก็ได้แต่หวังว่า ผู้อ่านโดยเฉพาะสาวๆจะรับมือกับไขมันส่วนเกินอย่างเข้าใจมากขึ้น ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้ใครก็ตามที่กำลังประกาศสงครามกับเจ้าไขมันส่วนเกิน จำไว้ว่า ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามค่ะ

ข้อมูลจาก : โรงพยาบาลยันฮี
1292953248[1]

สาเหตุของปัญหาการลดน้ำหนักที่ไม่ได้ผล


ทุกคนเคยคิดเคยสงสัยกันไหมว่า… จะมีสูตรลดน้ำหนักหรือเคล็ดลับอะไร ที่จะมาทำให้น้ำหนักลดลง ทำให้ความอ้วนหายไป จะมีสักกี่วิธีที่ช่วยให้สาวๆ หุ่นดี

แม้สาวๆ จะลองลดน้ำหนักมาหลายวิธี แต่ปัญหาการลดน้ำหนักก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะได้ผล การลดน้ำหนักไม่ได้ผล มันมีสาเหตุหลายอย่าง  และวันนี้เราก็จะคุณผู้หญิงมาไขปัญหาการลดน้ำหนักที่ไม่ได้ผลพร้อมกับบอก ถึงสาเหตุที่น้ำหนักไม่ลดลงสักที เพื่อให้คุณผู้หญิงได้ลองนำปัญหาการลดน้ำหนักที่ไม่ได้ผลเหล่านั้นไปปรับใช้ กับตัวของคุณดูค่ะ และคุณผู้หญิงได้รู้ถึงสาเหตุการลดน้ำหนักที่แน่นอนของตัวคุณเองแล้ว ต่อไปเรื่องการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนก็จะไม่เป็นอุปสรรค์และง่ายขึ้นอีก ด้วยค่ะ

ปัญหาการลดน้ำหนักที่ไม่ได้ผล

- การกักเก็บน้ำ ลองลดอาหารที่เป็นสาเหตุของการกับเก็บน้ำในร่างกายมากขึ้น เช่น เกลือ น้ำอัดลม ฯลฯ และหันมากินผลไม้อย่างแตงโม ส้ม ซึ่งจะช่วยลดการกักเก็บน้ำและขจัดน้ำในร่างกายได้มาก
- แพ้อาหาร อาการแพ้อาหารอาจเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่อาจทำให้น้ำหนักตัวของ คุณไม่ขยับลง การแพ้อาหารที่ส่งผลต่อน้ำหนักที่พบกันมากที่สุด คือ การแพ้ข้าวสาลี เนื่องจากข้าวสาลีมีส่วนผสมของกลูเตนที่อาจรบกวนระบบการย่อย การแพ้ข้าวสาลีจึงทำให้มีปัญหาในการย่อยอาหารมีอาการท้องผูก ท้องอืด คลื่นไส้ เป็นตะคริวง่าย อารมณ์แปรปรวน และอยากอาหาร นอกจากนี้อาจเช็คอาการแพ้อย่างอื่นด้วยเพราะอาจส่งต่อน้ำหนักตัวและเกิด อาการบวมได้เช่นกัน
- พันธุกรรม ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า พันธุกรรมมีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคอ้วนถึง 30-40% อย่างไรก็ตามถ้าคุณบังเอิญมียีนอ้วนก็ใช่จะหมดหวังว่าจะลดน้ำหนักไม่ได้ เพราะนักวิจัยชาวเยอรมันพบว่า คนที่ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ก็อาจช่วยลดน้ำหนักได้
- การออกกำลังกายแบบเดิม ๆ ร่างกายของเราสามารถปรับตัวให้เข้ากับกิจวัตรการออกกำลังกายที่คุณทำ เป็นประจำ โดยใช้พลังงานน้อยลง ดังนั้น การเปลี่ยนกิจวัตรการออกกำลังกายหรือลองออกกำลังแบบใหม่ ๆ จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นซึ่งจะช่วยเผาผลาญพลังงานของ ร่างกาย
- นอนไม่พอ งานวิจัยหลายชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างการนอนหลับกับฮอร์โมนที่มี อิทธิพลต่อพฤติกรรมการกินของเรา ซึ่งได้แก่ ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ที่รับผิดชอบต่อความรู้สึกหิวและเลปติน (Leptin) ที่จะบอกสมองว่า เมื่อไหร่ควรจะหยุดกินแต่ถ้าคุณนอนไม่พอฮอร์โมนเกรลินจะเพิ่มขึ้น ขณะที่เลปตินจะลดลงผลก็คือความอยากเพิ่มขึ้นและไม่รู้สึกอิ่ม
คนส่วนใหญ่ต้องการนอนประมาณวันละ 7-9 ชั่วโมง บางคนนอนมาก บางคนนอนน้อย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่านอนแค่ไหนถึงจะพอ? ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ให้นอนนานที่สุดเท่าที่ต้องการติดต่อกันหลาย ๆ วัน จากนั้นการนอนของคุณจะคงที่ และคุณจะพบได้ว่า ตัวเองตื่นเองได้หลังจากนอนครบชั่วโมงที่ต้องการ (บวกลบ 15 นาที) เมื่อรู้ว่าตัวเองนอนเท่าไหร่ก็ทำเป็นกิจวัตรจะช่วยลดน้ำหนักได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
ที่มา  http://www.108health.com/
rice-oil-01

น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว (Rice Bran Oil) อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ

น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว (Rice Bran Oil) อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว ต่อต้านโรคมะเร็ง เบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต่อต้านอนุมูลอิสระ น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว ได้มาจากการนำเอารำข้าวและจมูกข้าวที่เราสีครั้งที่สอง (ครั้งแรกเป็นการสีแกลบออก) นำรำข้าวและจมูกข้าวมาบีบอัดเอาน้ำมันออกมา โดยน้ำมันที่ได้นั้นเชื่อว่าเป็นน้ำมันที่ดีที่สุด รำข้าวเป็นแหล่งของน้ำมันที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อ่านต่อ

น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว

ความพิเศษของน้ำมันรำข้าวจมูกข้าว

น้ำมันรำข้าวจมูกข้าวนั้นเป็นอาหารเสริมที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยตั้งแต่วัยเด็กที่ใช้สำหรับบำรุงสมอง วัยหนุ่มสาวที่ต้องการให้ผิวพรรณผ่องใส บำรุงสุขภาพ สำหรับวัยทอง จนถึงวัยชรา โดยใช้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และเพิ่มภูมิคุ้มกัน อ่านต่อ

rice_by_stocktoon1

Rice Bran Oil and Grain-rich food.

Important nutrients.(สารอาหารสำคัญ)

In the grain shell and the actions Edra. Consists of 3 main parts.

  1. End of snout called grain germ.
  2. Fibers surrounding the grain known as rice bran.
  3. Meat, rice, white flour look is called grain.

Grain-rich food a lot. But were confined to the germ and bran only The kernel of rice is almost all white flour and sugar so much that the ancient people who eat rice or rice Khgrysgoam hand, the germ and bran have stuck it in good health. Diabetes is not cancer, heart disease, Alzheimer disease, etc. Eurdt diseases like paralysis in the present. อ่านต่อ

rice-bran-oil6

ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวจมูกข้าว

นักวิจัยเผยความมหัศจรรย์ของข้าว โดยเฉพาะ รำข้าวและจมูกข้าว มีสารสำคัญทั้งน้ำมันรำ เกลือแร่ วิตามิน สารต้านมะเร็ง บำรุงร่างกาย ป้องกันสารพัดโรค ข้าวมีสาร “แอนโทไซยานิน และโปรแอนโทไซยานิดิน” เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีและซี เรียกร้องเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีเกลือแร่ วิตามิน โปรตีนสูง บีบน้ำมันได้มาก อ่านต่อ